• Muay-Thai

    Muay Thai (Thai: มวยไทย, RTGS: Muai Thai, IPA: [mūɛj tʰāj]) is a combat sport from Thailand that uses stand-up striking along with various clinching techniques. Read More
  • Muay-Thai Professional

    In basic Muay Thai rules, Muay Thai match formally have no more than 5 rounds, each round take 3 minutes to last, with a two-minute rest period in between. Read More
  • Muay Boran

    Muay boran is an umbrella term for the unarmed martial arts of Thailand prior to the introduction of modern equipment and rules in the 1930s Read More
  • 1
  • 2
  • 3

Muay-Thai Boran

Muay Thai Boran

Muay Thai Boran เป็นศาสตร์การต่อสู้ของชนชาติไทย เป็นรากเง้าต้นตอ ของกีฬามวยไทยในปัจจุปันซึ่งถูกพัตนาให้เป็นไปในรูปแบบกีฬาเพื่อการแข่งขันมาเป็นลำดับ เชื่อกันว่ามวยไทยเกิดขึ้นมาควบคู่กับชนชาติไทย ในยุคแรกๆครั้งราชอณาจักยังมิมั่นคงวิซามวยไทยจะถูกใช้ในสนามรบ การต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด สู้เพื่อบุคลอันเป็นที่รัก ต่อสู้เพื่อรักษาคงไว้ซึ่งราชอณาจักร ดังนั้นในยุคสมัยนี้ วิชามวยไทยจะสอดสัมผัสกับอาวุธเป็นเนื้อเดียวกัน อนุภาพประสิทธิผลก็มากเป็นเท่าทวี แม้บางครั้งอาวุธจะพลาดพลั้งหลุดมือ หรือหักพังไป ก็ยังใช้ นวอาวุธ ที่มีอยู่เป็นทุนเดิม เข้าต่อสู้อย่างมิมีทางเลือก ด้วยมันสมองอันชาญฉลาด ของบรรพบุรุษ ใช้ส่วนแข็งกระทำไปยังจุดอ่อน ทั้งประสาท (จุดตาย จุดสลบ) ทางเดินหายใจ (ประตูลม) กระดูกและข้อต่อ(สลักเพชร) และหลักการยืมแรง สลายแรง (๑ตำลึงล้มพันชั่ง) เช้าทุ่มทับจับหัก ประกบ ประกับ จับรั้ง ฉุดกระชาก กดกระแทก เข้าประหัสประหารคู่ต่อสู้ ซึ่งเป็นกลเม็ดเด็ดพรายที่สุดยอดและแยบยล และนี่คือหนึ่งในกลเม็ดที่เป็นหัวใจสำคัญในการป้องปกและแผ่ขยายราชอนาจักร ในสมัยสุโขทัยและอยุธยา จนราชสำนักประกาศให้ตั้ง “กองทนายเลือก” ขึ้นเพื่อฝึกปรือกันอย่างเป็นจริงเป็นจังไม่เว้นแม้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน วัดวาอาราม หมู่บ้าน แทบทุกซอกมุมของราชอณาจักร

 

 

Muay Kard Chiek

Muay Kard Chiek ครั้นพอศาสตร์การต่อสู้ที่เรียกว่ามวยไทยถูกเผยแพร่ขจรขจายไปทั่วทั้งราชอณาจักร ทำให้เกิดสำนักมวยขึ้นมากมาย ทั้งในและนอกราชสำนัก ถึงขนาดขุนน้ำขุนนางชั้นผู้ใหญ่แทบทุกคนจะมีการหาทนายเลือกเข้ามาอยู่ในสังกัดของตนเพื่อสร้างบารมีให้แก่ตนเอง ครั้นพอราชการต้องการใช้สอยคนดีมีฝีมีอก็ส่งทนายเลือกในสังกัดของตนเข้าประชันขันแข่งเพื่อหาคนเก่งคนกล้าเข้ารับราชการสนองคุณแผ่นดิน จึงทำให้เกิดคนดีมีฝีมือมากมายมาใช้สอยในราชการ ในยามต้องทำสงครามปกป้องราชอณาจักร และเมื่อยามว่างเว้นสงครามก็ยังให้มีการประชันขันแข่งกันระหว่างสำนัก ในพิธีสมโภชต่าง ที่ทางราชการหรือหมู่บ้านจัดขึ้น สมัยนี้การประชันกันมิมีความจำเป็นที่จะมุ่งมายต่อสู้เอาชีวิตกันสู้แค่เอาผลแพ้ชนะกันเพียงเท่านั้น เรียกว่า “มวยคาดเชือก” เพราะได้นำเชือกมาคาดหรือถักที่หมัดยาวมาถึงครึ่งแขน วิธีการถักก็แล้วสำนักหรือครูบาอาจารย์จะสอนให้ เชื่อกันว่ามีความแตกต่างกันหลายแบบด้วยกัน เพื่อป้องการหักการซ้นของมือ ยุคแรกการแข่งขันเอาผลแพ้ชนะนักมวยชกกันค่อนครึ่งวันยังหาผู้ชนะมิได้ ต่อมาจึงกำหนดให้แข่งขันเป็นยก หรือเรียกว่าอันหนึ่ง อันสอง โดยนับจากกะลามะพร้าวตาเดียวเจาะรูเล็กๆแช่น้ำ กะลาจมน้ำก็หมดอันหนึ่ง ครบสามอันยังหาผู้ชนะไม่ได้ก็ให้เสมอกันไป ยุคนี้เป็นการต่อสู้ของลูกผู้ชายอย่างแท้จริง ทำให้มีการเดินสายเสาะแสวงหาเคล็ดวิชาตามสำนักต่างๆ แต่สำนักต่างๆก็ให้เคล็ดวิชาแก่ผู้ใดเป็นเรื่องที่ยากมาก ส่วนมากเคล็ดวิชาจะตกทอดไปที่ศิษย์คนเดียวเท่านั้น ที่ครูเห็นว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม ดังนั้นเคล็ดวิชาของแต่ละสำนักจะเป็นความลับมาก เพราะถ้าเคล็ดวิชาถูกนำไปใช้บ่อยๆหรือถูกเปิดเผย ก็จะมีผู้ค้นคิดคนวิธีแก้ทางได้นั้นเอง ด้วยเหตุนี้ต่อมาหลายสำนักจึงพยายามคิดค้น กลมวย ไม้เด็ดไว้แก้ทางคู่ต่อสู้อีกมากมาย

 

สนามแข่งขันก็จะเป็นสนามหญ้าหรือลานวัด มีเชือกกั้น 1 เส้น มีกรรมการห้ามเพื่อจับผู้ล้มขึ้นมาชกใหม่ และห้ามไม่ให้ซ้ำเติมคนล้ม ในงานเผาศพผู้มีฐานะในสมัยก่อน นิยมให้มีมวยชกด้วย

ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระยานนทิเสนสุเรนทรภักดี (แมค เศียรเสวี) เริ่มจัดแข่งขันมวยไทยอาชีพครั้งแรกที่สนามมวยสวนกุหลาบ ต่อมาจึงเกิดสนามมวยอื่นๆอีกมากมาย เช่น สนามมวยท่าช้าง หลักเมือง สวนเจ้าเชตุ เสือป่า สวนสนุก เจ้านายสมัยนั้นโปรดการเลี้ยงนักมวยและเสาะหานักมวยฝีมือดีมาเข้าสังกัด จึงมีนักมวยจากหัวเมืองเข้ามาชกในกรุงเทพฯมาก ตัวอย่างเช่น กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีนักมวยเอกคือ หมื่นชงัดเชิงชก กับ โพล้ง เลี้ยงประเสริฐ ม.ร.ว. มานพ ลดาวัลย์ มีนักมวยเอกคือบังสะเล็บ ศรไขว้ ในครั้งนั้นยังมีการคัดเลือกนักมวยเอกขึ้นชกหน้าพระที่นั่งและมีนักมวยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เช่น หลวงไชยโชกชกชนะ, หมื่นมวยมีชื่อ, หมื่นมือแม่นหมัด และ หมื่นชงัดเชิงชก

เลิกคาดเชือก
การเปลี่ยนจากการคาดเชือกมาเป็นการสวมนวมแทนนั้นเพราะมีการชกกันถึงตาย ครั้งนั้น นายเจียร์ นักมวยชาวเขมรจากพระตะบองซึ่งมีชื่อเสียงในด้านคงกระพันชาตรี เคยชกคนตายมาแล้ว เข้ามาเปรียบมวยในกรุงเทพฯ พระชลัมภ์พิสัยเสนีย์จึงเสนอนายแพ เลี้ยงประเสริฐขึ้นชกด้วย การชกมีขึ้นที่สนามหลักเมืองของพระยาเทพหัสดินทร์ เมื่อถึงยกที่ 3 นายแพใช้หมัดคู่หรือแม่ไม้ "หนุมานถวายแหวน"ของสำนักบ้านท่าเสา ชกนายเจียร์จนชะงักและเข้าซ้ำจนนายเจียร์ทรุดลงกับพื้นและไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย จนสิ้นใจขณะนำส่งโรงพยาบาล แม้ว่าในครั้งนั้น นายแพไม่มีความผิดตามกฎหมาย เพราะกฎหมายที่ใช้อยู่ในครั้งนั้นระบุว่า การตายที่เกิดขึ้นจากการชกมวยที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจมาชกกันเองนั้น ถือว่าไม่มีความผิด ดังที่เคยทีบัญญัติไว้ใน กฎหมายตราสามดวงว่า
ชนทั้งสองเป็นเอกจิตเอกฉันท์ตีมวยด้วยกัน และผู้หนึ่งต้องเจ็บปวดหักโข้นถึงแก่มรณภาพ ท่านว่าหาโทษมิได้ ตลอดจนผู้ยุยงตกรางวัล เพราะเหตุจะได้มีจิตเจตนาให้สิ้นชีวิตก็หามิได้ เป็นกรรมของผู้ถึงมรณภาพเองแล
แต่ก็เป็นเหตุให้กระทรวงมหาดไทยเห็นว่าการชกแบบคาดเชือกรุนแรงเกินไป จึงประกาศห้ามชกมวยคาดเชือกทั่วราชอาณาจักร ให้สวมนวมตามแบบมวยสากลแทน และสวมถุงเท้าด้วย แต่การสวมถุงเท้าทำให้เตะไม่สะดวก นักมวยมักลื่นล้ม จึงเลิกไป แต่ยังมีการสวมนวมจนถึงปัจจุบัน
นักมวยคาดเชือกที่มีชื่อเสียงในอดีต
สมเด็จพระนเรศ พระเจ้าเสือ พระยาพิชัย หลวงยกกระบัตร
นายขนมต้ม ทับ จำเกาะ บังสะเล็บ ศรไขว้ บัว วัดอิ่ม ยัง หาญทะเล สุวรรณ นิวาศวัต หมื่นชงัดเชิงชก
หมื่นผลาญดัสกร หมื่นมวยมีชื่อ หมื่นมือแม่นหมัด หลวงไชยโชกชกชนะ ห้าพี่น้องตระกูลเลี้ยงประเสริฐ (โพล้ง แพ โต๊ะ ฤทธิ์ และ พลอย เลี้ยงประเสริฐ)

Muaythai
Muaythai เป็นกีฬาที่ประยุคมาจาก มวยคาดเชือก ที่ถูกถ่ายถอดมาอย่างยาวนาน แม้ไทยจะเปลี่ยนแผ่นดินหลายครั้งแต่มวยไทยที่เป็นศาสตร์การต่อสู้ก็ยังคงอยู่ ล่วงมาปลายยุคมวยคาดเชือกราว ปี 2450

ความหมายของคำว่ามวย
1. อาจมีที่มาจาก คำว่า รำหมัดรำมวย ซึ่งเป็นชื่อเรียก การฝึกสมาธิเคลื่อนไหวเพื่อสร้างสุขภาพ ของ ชนเผ่าไท โดยมีลักษณะเด่นที่ การเคลื่อนไหวซึ่งมี การหมุนม้วนข้อมือและหมัด(พันหมัดพันมือ) และ การเคลื่อนที่ ที่มีจังหวะและการหมุนวนไปมา ซึ่งเป็นคำปรากฏ เรียกกันมาแต่โบราณ ตั้งแต่ก่อนตั้งอาณาจักรสุโขทัย และต่อมาในยุคต้นกรุงศรีอยุธยา(ราวปี พ.ศ. 1900) ปรากฏคำว่า ปล้ำมวย (การประลอง หรือซ้อมมวยเพื่อทดสอบฝีมือ เช่นเดียวกับ การปล้ำไก่) ตีมวย (การแข่งขันชกมวยเพื่อการพนันเอาแพ้ชนะ เช่นเดียวกับ คำว่า ตีไก่) หรืออาจมาจากลักษณะการประกอบการม้วนเชือกหรือผ้า เพื่อใช้หุ้มฝ่ามือและท่อนแขน เพื่อใช้ป้องกันอันตรายขณะต่อสู้ หรืออาจเพิ่มอันตรายในการ ชก กระแทกฟาดโดยการผสม กับ กาวแป้ง และ ผงทราย คล้ายลักษณะของ มวยผม ของ ผู้หญิงที่นิยมไว้ผมยาว (เกล้ามวย) ได้แก่ หญิงไทย/ลาวโซ่ง/หญิงล้านนาในสมัยโบราณ หรือนักมวยจีน (มุ่นผม) ซึ่งนิยมถักเป็นเปีย แล้วม้วนพันรอบคอของตนซึ่งสามารถใช้ในการต่อสู้ในบางครั้ง

2. หรือ มาจากคำภาษาบาลี ว่า "มัลละ" หมายถึง การปล้ำรัด มวยปล้ำของชาวอินเดีย มีการต่อสู้ในลักษณะเดียวกับ มวย ของ ชาวไทย มุสลิมในท้องถิ่นทาง ภาคใต้ ตลอดจนแหลม มลายู เรียกว่า ซีละ หรือ ปัญจสีลัต มีผู้บัญญัติศัพท์ว่า "มวยไทยพาหุยุทธ์" โดยเปรียบว่า เป็นการต่อสู้แบบรวมเอา ศิลปะการต่อสู้ (Martial Art) ทุกแขนง โดยใช้อวัยวะทุกส่วนร่วมด้วยได้แก่ การใช้ ศีรษะ คาง เพื่อชน กระแทก โขก ยี ใช้ท่อนแขน ฝ่ามือ และกำปั้น จับ ล็อก บล็อก บัง เหวี่ยง ฟัด ฟาด ปิด ปัด ป้อง ฟาด ผลัก ยัน ดัน ทุบ ชก ไล่แขน ศอก เฉือน ถอง กระทุ้ง พุ่ง เสย งัด ทั้งทำลายจังหวะเมื่อเสียเปรียบและหาโอกาสเข้ากระทำเมื่อได้เปรียบ

ส่วนขา แข้ง เข่า ฝ่าเท้า ส้นเท้า ปลายเท้า ใช้ในการบัง ถีบ เตะ แตะ เกี่ยว ตวัด ฉัด ช้อน ปัด กวาด ฟาด กระแทก ทำให้บอบช้ำและเสียหลักและใช้ลำตัวในการการทุ่มทับจับหัก (มีคณะนักมวยในอดีตคือ ค่าย ส.ยกฟัด ที่นิยมใช้กันมาก) การประกอบรวมแม่แบบชุดต่อสู้รวมเรียกว่า แม่ไม้ และลูกไม้ ตามเชิงมวย หรือกลมวย

 

 ประวัติศาสตร์มวย
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของมวยไทยเริ่มมีและใช้กันในการสงครามในสมัยก่อน ในปัจจุบันมีการดัดแปลงมวยไทยมาใช้ในกองทัพโดยเรียกว่า "เลิศฤทธิ์" ซึ่งแตกต่างจากมวยไทยในปัจจุบันที่ใช้เป็นการกีฬา โดยมีการใช้นวมขึ้นเพื่อป้องกันการอันตรายที่เกิดขึ้น มวยไทยยังคงได้ชื่อว่า ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด ซึ่งรวม สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า (บางตำราอาจเป็น นวอาวุธ ซึ่งรวมการใช้ศีรษะโจมตี หรือ ทศอาวุธ ซึ่งรวมการใช้บั้นท้ายกระแทกโจมตีด้วย)


มวยไทยสืบทอดมาจากมวยโบราณ ซึ่งแบ่งออกเป็นแต่ละสายตามท้องที่นั้น ๆ โดยมีสายสำคัญหลัก ๆ เช่น มวยท่าเสา (ภาคเหนือ) มวยโคราช (ภาคอีสาน) มวยไชยา (ภาคใต้) มวยลพบุรีและมวยพระนคร (ภาคกลาง) มีคำกล่าวไว้ว่า "หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา"


การศึกษาศิลปะมวยไทย

มีผู้กล่าวกันว่ามีตำนานเกี่ยวเนื่องกับพระนางจามเทวี ผู้สร้างเมืองลำพูน ว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 1200 มีพระฤๅษีนาม สุกกะทันตะฤๅษี ซึ่งเป็นสหายธรรม กับ ท่านสุเทวะฤๅษี เป็นพระอาจารย์ผู้สั่งสอน ธรรมวิทยา แล ศิลปศาสตร์ทั้งปวงอันควรแก่การศึกษาสำหรับขุนท้าวเจ้าพระยาทั้งหลาย โดยตั้งเป็นสำนักเรียนขึ้นที่ เขาสมอคอน แขวงเมืองลพบุรี(ลวะปุระ หรือ ละโว้ ) ในสรรพวิทยาทั้งหลายนั้น ประกอบด้วยวิชชาอันควรแก่ ชายชาตรี ที่เรียกว่า มัยศาสตร์ (มายาศาสตร์ หรือบ้างเรียกว่า วิชาชาตรี) อันได้แก่ วิชามวย วิชาดาบ วิชาธนู วิชาบังคับช้าง ม้า ซึ่งเป็นการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญในการต่อสู้ป้องกันตัวและศึกสงคราม ในสมัยโบราณจะมี สำนักเรียน (สำนักเรียนมวย แตกต่างจาก ค่ายมวย คือ สำนักเรียนจะมีเจ้าสำนัก หรือ ครูมวย ซึ่งมีฝีมือและชื่อเสียงเป็นที่เคารพรู้จัก มีความประสงค์ที่จะถ่ายทอดวิชาไม่ให้สูญหาย โดยมุ่งเน้นถ่ายทอดให้เฉพาะศิษย์ที่มีความเหมาะสม ส่วน ค่ายมวย เป็นที่รวมของผู้ที่ชื่นชอบในการชกมวย มีจุดประสงค์ที่จะแลกเปลี่ยนวิชาความรู้เพื่อนำไปใช้ในการแข่งขัน-ประลอง) โดยแยกเป็น สำนักหลวง และ สำนักราษฎร์ บ้างก็ฝึกเรียนร่วมกับเพลงดาบ กระบี่ กระบอง พลอง ทวน ง้าวและมีดหรือการต่อสู้อื่นๆ เพื่อใช้ในการต่อสู้ป้องกันตัวและใช้ในการสงคราม มีทั้งพระมหากษัตริย์และขุนนางแม่ทัพนายกองและชาวบ้านทั่วไป (ส่วนใหญ่เป็นชาย) และจะมีการแข่งขันต่อสู้-ประลองกันในงานวัด และงานเทศกาลโดยมีค่ายมวยและสำนักมวยต่างๆ ส่งนักมวยและครูมวยเข้าแข่งขันชิงรางวัล-เดิมพัน โดยยึดความเสมอภาค


บางครั้งจึงมีตำนานพระมหากษัตริย์หรือขุนนางที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ปลอมตนเข้าร่วมแข่งขันเพื่อทดสอบฝีมือที่เป็นที่ปรากฏได้แก่ พระเจ้าเสือ (ขุนหลวงสรศักดิ์) พระเจ้าตากสินมหาราช พระยาพิชัยดาบหักครูดอก แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ จนเมื่อไทยเสียกรุงแก่พม่า ปรากฏชื่อนายขนมต้ม ครูมวยชาวอยุธยา ซึ่งถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึกได้ชกมวยกับชาวพม่า ชนะหลายครั้งเป็นที่ปรากฏถึงความเก่งกาจเหี้ยมหาญของวิชามวยไทย ในสมัยอยุธยา ตอนปลายได้มีการจัดตั้งกรมทนายเลือกและกรมตำรวจหลวงขึ้นมีหน้าที่ในการให้การคุ้มครองกษัตริย์และราชวงศ์ ได้มีการฝึกหัดวิชาการต่อสู้ทั้งมวยไทยและมวยปล้ำตามแบบอย่างแขกเปอร์เซีย (อิหร่าน) จึงมีครูมวยไทยและนักมวยที่มีฝีมือเข้ารับราชการจำนวนมากและได้แสดงฝีมือในการต่อสู้ในราชสำนักและหน้าพระที่นั่งในงานเทศกาลต่างๆสืบต่อกันมาเป็นประจำ

กีฬามวยไทยได้รับความนิยมมากในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ยุคที่นับว่าเฟื่องฟูที่สุดคือ รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ศึกษาฝึกฝนการชกมวยไทยและโปรดให้จัดการแข่งขันชกมวยหน้าพระที่นั่งโดยคัดเลือกนักมวยฝีมือดีจากภาคต่างๆ มาประลองแข่งขัน และพระราชทานแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์ ทั้งยังโปรดให้กรมศึกษาธิการ บรรจุการสอนมวยไทยเป็นวิชาบังคับ ในโรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา มีการชกมวยถวายหน้าพระที่นั่งเป็นประจำจนถึงสมัย รัชกาลที่ 6 ที่วังสวนกุหลาบ ทั้งการต่อสู้ประลองระหว่างนักมวย กับครูมวยชาวไทยด้วยกัน และการต่อสู้ระหว่างนักมวย กับครูมวยต่างชาติ ในการแข่งขันชกมวยในสมัยรัชกาลที่ 6 ระหว่างมวยเลี่ยะผะ (กังฟู) ชาวจีนโพ้นทะเล ชื่อนายจี่ฉ่าง กับ นายยัง หาญทะเล ศิษย์เอกของ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีท่าจรดมวยแบบมวยโคราช ซึ่งเน้นการยืดตัวตั้งตระหง่านพร้อมที่จะรุกและรับโดยเน้นการใช้เท้าและหมัดเหวี่ยง และต่อมาได้เป็นแบบอย่างในการฝึกหัดมวยไทยในสถาบันพลศึกษาส่วนใหญ่ สมัย รัชกาลที่ 7 ในยุคแรกการแข่งขันมวยไทยใช้การพันมือด้วยเชือก จนกระทั่งนายแพ เลี้ยงประเสริฐ นักมวยจากท่าเสา จ.อุตรดิตถ์ ต่อยนายเจียร์ นักมวยเขมร ด้วยหมัดเหวี่ยงควายถึงแก่ความตาย จึงเปลี่ยนมาสวมนวมแทน ต่อมาเริ่มมีการกำหนดกติกาในการชก และมีเวทีมาตรฐานขึ้นแห่งแรกคือเวทีมวยลุมพินีและเวทีมวยราชดำเนินจัดแข่งขันมวยไทยมาจนปัจจุบัน

ต่อมา พ.ศ. 2554 กระทรวงวัฒนธรรม ได้มีมติให้กำหนดเอา วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ตั้งแต่ปี 2555 เป็น " วันมวยไทย " โดยถือเอา วันขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าเสือ แต่มีผู้ศึกษาประวัติศาสตร์มวยไทย ให้ความเห็นว่ามวยไทย มีกำเนิดมาก่อนยุคสมัยพระเจ้าเสือนานมาก และหากจะยกให้คนที่มีฝีมือใน วิชามวยไทยและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ทั้งในแง่เกียรติประวัติและความสามารถ ควรยกย่อง พระยาพิชัยดาบหัก (นายทองดี ฟันขาว) มากที่สุด เพราะมีประวัติความเป็นมาชัดเจนในการ

ศึกษาวิชา

มวยไทย สำหรับนายขนมต้ม ซึ่งเป็นครูมวยกรุงเก่าและถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2 ก็ถือว่าได้ใช้วิชามวยไทยแสดงให้ชาวต่างชาติเห็นได้น่ายกย่อง แต่ประวัติความเป็นมาของท่านไม่ชัดเจน แต่หากเห็นว่า ควรยกย่องพระมหากษัตริย์มากกว่าสามัญชน ก็น่าจะพิจารณา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งพระองค์ท่านมีชีวประวัติชัดเจนในความสามารถในวิชามวยและการต่อสู้หลายแขนง ทั้งมีพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย ด้วยการรวบรวม ครูมวย นักมวย ที่มีฝีมือจำนวนมากเป็นหลักในกองกำลังกอบกู้อิสรภาพ

ครูมวยที่มีชื่อเสียง
 

ยุคอดีต

  • กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
  • ยัง หาญทะเล
  • นิล ปักษี
  • หลวงวิศาลดรุณกร (อั๋น สาริกบุตร)
  • ครูสุนทร (กิมเส็ง) ทวีสิทธิ์ ค่ายทวีสิทธิ์[3]
  • ปรมาจารย์ตันกี้ ยนตรกิจ (เตี่ย) ค่ายยนตรกิจ
  • ครูเขตร ศรียาภัย

ยุคปัจจุบัน

  • ครูแสวง ศิริไปล่ (ว.พลศึกษา) - เสียชีวิตแล้ว
  • ครูบัว วัดอิ่ม (วัดอิ่ม) - เสียชีวิตแล้ว
  • ครูสนอง รักวานิช (ค่ายเมืองสุรินทร์) - เสียชีวิตแล้ว
  • ครูไฉน ผ่องสุภา (ค่ายศศิประภายิม) - เสียชีวิตแล้ว
  • ครูทองหล่อ ยาและ
  • ครูชาติชาย (สำนักดาบอาทมาฎนเรศวร)
  • ครูเสือ พลเอกพิจิตร
  • ครูนอง เสียงหล่อ
  • ครูตุ๊ย ยอดธง เสนานันท์
  • ครูผจญ เมืองสนธิ์
  • ครูจรวย แก่นวงษ์คำ
  • ครูวิชิต ชี้เชิญ
  • ครูสงวน มีระหงษ์
  • ครูปราโมทย์ หอยมุกข์ (ค่ายหนองกี่พาหุยุทธ์) บุรีรัมย์
  • ครูเลาะห์ มะลิพันธ์ (ค่ายศิษย์ขุน) สงขลา
  • ครูชิณวุธ สมาคมครูมวยไทย
  • ครูครื้น อรัญดร (ค่ายชำณาญวารี) หาดใหญ่
  • ครู สุรัตน์ เสียงหล่อ (ค่ายเดชรัตน์)
  • ครูพุฒ ล้อเหล็ก ตรัง
  • ครูโพธิ์สวัสดิ์ แสงสว่าง
  • ครูหมู ผุดผาดน้อย วรวุฒิ
  • ครูเสน่ห์ ทับทิมทอง สยามยุทธเพชรบุรี
  • ครูชาญณรงค์ สุหงษา
  • ครูอำนวย เกษบำรุง
  • ครูวิชิต ไพรอนันต์ (ฉลามขาว)
  • ครูยุทธนา วงษ์บ้านดู่
  • ครูอำนาจ พุกศรีสุข
  • ครูแสกน แก้วผคุง
  • ครูเล็ก (บ้านช่างไทย)
  • ครูแปรง มูลนิธิมวยไชยา
  • ครูแหลม ไทอชิร
  • ครูเจริญทอง เกียรติบ้านช่อง
  • ครูมัด (บ้านภูวศักดิ์)
  • อาจารย์ชัย ศิริสูตร